วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

มิกกี้ เมาส์


มิกกี้ เมาส์

มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ดั๊ก หมาพลูโต และผองเพื่อน เปิดม่านฉายความหลังของค่ายราชาการ์ตูน วอลต์ ดิสนีย์ ว่าก่อกำเนิดเมื่อ ค.ศ.1919 จากการประสานมือระหว่าง นายวอลต์ ดิสนีย์ กับนายเอ๊บ ไอเวอร์ก มีสำนักงานศิลปะเล็กๆ ณ เมืองเคนซัสซิตี้ รัฐแคนซัส ผลิตภาพยนตร์โฆษณาเป็นภาพวาดความยาวประมาณ 2 นาที สำหรับฉายตอนเริ่มต้นในโรงภาพยนตร์ท้องถิ่น และสร้างภาพยนตร์จากภาพวาดการ์ตูนชุด Laugh-O-Grams กับอีกชุดเป็นเทพนิยายยาว 7 นาที เรื่อง Alice in Cartoonland แต่ถูกผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในนิวยอร์กฉ้อโกง ทั้งคู่จึงเดินทางสู่ลอส แองเจอลิส เริ่มธุรกิจใหม่อีกครั้งโดยมี รอย ดิสนีย์ พี่ชายของวอลต์ นั่งเก้าอี้ผู้จัดการ โครงการหนังการ์ตูน Alice in Cartoonland ถูกสานต่อ พร้อมการแจ้งเกิดของตัวการ์ตูนตัวใหม่ "กระต่ายออสวอลด์" จัดจำหน่ายได้ถึงตอนละ 1,500 เหรียญสหรัฐ ซึ่งยามนั้นนับว่ามหาศาล ดิสนีย์และไอเวิกส์สามารถดำเนินธุรกิจเล็กๆ ของตนต่อไปได้ วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1923 เป็นวันก่อตั้งบริษัทที่เปลี่ยนชื่อเดิมจาก "ดิสนีย์ บราเธอร์ส การ์ตูนสตูดิโอ" เป็น "วอลต์ ดิสนีย์สตูดิโอ" ตามคำแนะนำของพี่รอย ฤกษ์งาม 16 ต.ค. ได้มาจากวันที่บริษัทเอ็มเจ วิงเลอร์ ตกลงยอมเป็นผู้จัดจำหน่ายการ์ตูนเรื่องใหม่ที่สร้างสรรค์จากวรรณกรรมเยาวชน Alice in Wonderland "วอลต์ ดิสนีย์สตูดิโอ" มีสำนักงานอยู่บนถนนคิงส์เวลล์ในฮอลลีวู้ด ก่อนเก็บเงินเก็บทองขยับขยายไปยังแห่งใหม่ที่สตูดิโอไฮเปอเรียน ปี 1927 วอลต์ ดิสนีย์ พยายามเจรจาต่อรองเรื่องค่าตอบแทนภาพยนตร์การ์ตูนกระต่ายออสวอลด์ กับบริษัทจัดจำหน่าย เขาได้รู้ว่าฝ่ายหลังไม่ซื่อสัตย์โดยทำสัญญาว่าจ้างนักเขียนการ์ตูนของวอลต์ ดิสนีย์ เพื่อสร้างการ์ตูนออสวอลด์ขึ้นมาเอง บทเรียนครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ต้องสูญเสียตัวออสวอลด์ให้กับความไม่รู้สีสาของตน และไม่ซื่อของคนอื่น หลังจากเสียการ์ตูนตัวเด่น คือ กระต่ายออสวอลด์ไปแล้วก็เสียไป สร้างใหม่ก็ได้ บัดเดี๋ยวนั้น "หนู" ตัวหนึ่งก็เกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือของไอเวอร์กผู้ควบตำแหน่งหัวหน้าทีมวาดการ์ตูนของเขา หนูชื่อ "มิกกี้ เมาส์" ได้คะแนนนิยมเป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลก ต่อมา ดิสนีย์ออกตัวการ์ตูน "ซิลลี ซิมโฟนี" เพื่อให้เข้ากับชุดกับมิกกี้ เมาส์ ซิลลี ชิมโฟนีเป็นการ์ตูนสีตลอดเรื่องๆ แรกของโลก ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงานประกวดการ์ตูนหลายเวที และนับจากนั้นตลอดทศวรรษ การ์ตูนของดิสนีย์ก็ไม่เคยพลาดรางวัลออสการ์แม้แต่ปีเดียว ขณะที่หนังการ์ตูนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตสินค้าแปะโลโก้ตัวการ์ตูนออกจำหน่าย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เพิ่มรายได้ให้กับบริษัท จึงมีสินค้าตัวการ์ตูนมิกกี้เม้าส์ออกมา หนังสือมิกกี้เมาส์เล่มแรกก็ได้รับการตีพิมพ์ในปีค.ศ.1930 พร้อมๆ กับการตีพิมพ์การ์ตูน มิกกี้ เมาส์ ในหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก 13 ปีต่อมา วอลต์ ดีสนีย์ปรารภกับเหล่านักวาดการ์ตูนของเขาว่าอยากจะผลิตหนังการ์ตูนเรื่องยาวบ้าง ว่าแล้วก็เล่าเรื่อง สโนไวต์กับคนแคระทั้งเจ็ดให้เด็กโค่งทั้งหลายฟัง ทุกอย่างจึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยระยะเวลานาน 3 ปี ที่ทีมงานทุ่มเท ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาว สโนไวต์ เสร็จสมบูรณ์ออกฉายในช่วงคริสต์มาสปี 1937 และเป็นเจ้าของสถิติภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุด ก่อนจะถูก วิมานลอย Gone with the wind สอยคะแนนไป ดิสนีย์ลุยสร้างหนังการ์ตูนเรื่องยาวอย่างจริงจัง เรื่องต่อๆ มา ได้แก่ Pinocchio และ Fantasia ปีแห่งความสำเร็จของดิสนีย์ คือ 1950 ด้วยภาพยนตร์การ์ตูนแอ๊กชั่นเรื่องแรก Treasure Island ควบคู่กับการ์ตูนคลาสสิก Cinderella ทั้งมีรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก และเริ่มจริงจังกับรายการชุดที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1954 ชุด ดิสนีย์ แลนด์ ตามด้วยมิกกี้ เมาส์ คลับ เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน อีกก้าวสำคัญของดิสนีย์ คือสวนสนุก ดิสนีย์ แลนด์ แห่งแรกของโลกเปิดเมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม 1955 ดิสนีย์ แลนด์ มีอายุจวนเจียนจะ 50 เมื่อวอลต์ ดีสนีย์ กล่าวว่า ดิสนีย์ แลนด์ จะไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ตราบใดที่มนุษยชาติยังมีจินตนาการ

มู่หลาน




มู่หลาน
ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องมู่หลาน สร้างมาจากการนำเรื่องราวที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์จีนของวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ฮัวมู่หลานนำมาถ่ายทอดเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาและรูปการ์ตูนที่สวยงามน่าสนใจ โดยทางวอลท์ดิสนีย์ได้เพิ่มบทบาทความเป็นการ์ตูนมากยิ่งขึ้น โดยสร้างตัวละครสมมติขึ้นเป็นมังกรประจำตระกูลของบ้านฮัวที่มีชื่อว่ามูชู ซึ่งเป็นตัวละครที่คอยสร้างเสียงหัวเราะจากผู้ตนและตัวมู่หลานได้
เรื่องราวของมู่หลานเริ่มต้นขึ้น เมื่อสมัยที่จักรพรรดิวังเฉินเสด็จขึ้นครองราชย์ สมัยนั้นกองกำลังทหารเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในประเทศจีน ตอนนั้นกองกำลังทหารของจีนจำเป็นต้องการสร้างกำลังทหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากหวั่นเกรงการก่อกบฎและการช่วงชิงบัลลังก์ของต้าอี้ ทางการจึงทำการเกณฑ์ครอบครัวชาวจีนทุกคน บ้านไหนมีผู้ชายต้องส่งเข้ามาฝึกเป็นทหารในกองทัพ มู่หลานหญิงสาวที่ทั้งสวยและฉลาด ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวเป็นลูกสาวคนเดียวในบ้านตระกูลฮัวซึ่งก็ต้องส่งตัวแทนไปรับราชการเป็นทหารเหมือนกัน แต่ในบ้านตระกูลฮัวของมู่หลานไม่มีผู้ชายมีเพียงพ่อของมู่หลานเท่านั้น ซึ่งมู่หลานคัดค้านและไม่ยอมให้พ่อรับสานส์จากจักรพรรดิเพราะเห็นว่าพ่อแก่มากแล้ว แต่ด้วยความรักชาติและจงรักภักดีต่อจักรพรรดิวังเฉิน พ่อจึงไม่ฟังคำคัดค้านของมู่หลานเตรียมชุดเกราะและดาบประจำตระกูลไว้ใส่เพื่อไปรายงานตัวที่เมืองหลวง แต่มู่หลานได้ทำการขโมยชุดเกราะและดาบของพ่อไปโดยทิ้งจดหมายไว้ว่าตนเองจะเป็นตัวแทนทหารแทนพ่อเอง เมื่อมาถึงกองทัพมู่หลานได้ปลอมตัวเป็นผู้ชายและใช้ชื่อว่า"ผิง"เข้าร่วมฝึกการรบพร้อมทหารผู้ชายอีกหลายคนโดยการฝึกของแม่ทัพลี ด้วยความที่มู่หลานเป็นคนอดทนสูงและมีความพยายาม ความสามารถของเธอจึงไม่ด้อยกว่าผู้ชายเลยซึ่งในกองทัพเธอได้สร้างผลงานในฝีมือไว้มากมาย คือ การปราบกบฎต้าอี้ได้และพาจักรพรรดิออกมาจากการคุมขังของต้าอี้ด้วยความสามารถของเธอเอง สุดท้ายแม่ทัพลีรู้ว่ามู่หลานเป็นผู้หญิงจึงโกรธที่มู่หลานมาหลอกตน แต่จักรพรรดิวังเฉินกลับพูดว่า"ดอกไม้งามแบบนี้เป็นดอกไม้ที่หายากนัก จะมีหญิงไหนที่งามและเก่งฉลาดได้อย่างนี้"ความรักของมู่หลานและท่านนายพลลีจะสมหวังหรือไม่ ขอให้ทุกท่านติดตามชมได้ในฉบับภาพยนตร์การ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์

เดอะ ไลอ้อน คิงส์


เดอะ ไลอ้อน คิงส์

ณ ดินแดนของป่าไพรร็อค “มูฟาซา” สิงห์โตเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย กำลังปลาบปลื้มใจที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ “ซาราบี” ภรรยาแสนสวย และอ่อนหวานของเขาได้ให้กำเนิดลูกสิงห์โตเพศชาย และให้ชื่อว่า “ซิมบา” ที่แน่นอนว่าลูกสิงห์น้อยจะต้องเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้ครอบครองอาณาจักรอันทรงเกียรติ ที่พ่อสิงห์หมายมั่นและได้สร้างไว้ให้
แต่ในวันอันเป็นมงคล วันอันเป็นความสุขซึ่งมิใช่เพียงแต่ครอบครัวของราชาสิงห์และบริวารใกล้ชิดเท่านั้น หากแต่สรรพสัตว์ ในราวไพรเกือบทุกผู้ทุกตัวต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญ และชื่นชมในบุญญาบารมีของครอบครัวราชาสิงห์จะมีก็เพียงแต่กลุ่มหมาใน (ไม่ใช่พวกที่หลุดจากสวนสัตว์ไนท์ ซาฟารี ที่เชียงใหม่หรอกนะ) ที่หิวโหย และสิงห์เฒ่า “สกา” ผู้สิ้นหวังต่อบรรลังทองที่ตัวเองหมายมั่นอยู่อย่างใจจรดใจจ่อ
แผนการชั่วร้ายเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อสิงห์น้อย “ซิมบา” ผู้อ่อนเยาว์ และซื่อใสตามประสาเด็กที่ยังไม่เจนจัดต่อโลกอันแสนสับสนและชิงดี ต่ออำนาจและเงินตรา (เอ ....ในป่าไพรร็อค ต้องใช้มากหรือเปล่านะ) สิงห์น้อยผู้สดใส จริงใจ แต่ทะนงในความเป็นลูกสิงห์ก็จึงต้องเพรี่ยงพร้ำ เพียงแต่คำพูดที่ปลุกเร้าเล็กน้อย ต่อความรู้สึกของการอยากรู้อยากเห็น และความทะนงประสาเด็ก ก็ได้ผล เมื่อลูกสิงห์ ฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อสิงห์ที่เคยสั่งห้ามไว้ว่า “อย่างไปที่สุสานช้าง ซึ่งเป็นดินแดนต้องห้าม”
และที่สุดกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ลูกสิงห์น้อยก็ต้องเปลี่ยนสถานะกลายเป็นสิงห์น้อยผู้กำพร้าพ่ออย่างน่าใจหาย และต้องหลีกเร้นหน้าจากสังคมสรรพสัตว์ในป่าไพรร็อค ไป กว่าจะกลับมากู้และทวงบันลังค์คืนได้ก็แทบกระอัก แทบไม่เป็นผู้เป็นสัตว์ แต่ก็จบอย่างมีความสุขตามประสาหนังที่จะต้องชี้ให้เห็นว่า “ธรรมย่อมชนะอธรรม”

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นาร์เนีย


นาร์เนีย

ถ้าพูดคำว่า “นาร์เนีย” นักอ่านทั่วโลกคงต้องตาลุกวาว เพราะยังจำได้ถึงดินแดนมหัศจรรย์อันน่าหลงใหลที่อยู่ในนิยายแฟนตาซี สำหรับเด็กชุด โครนิเคิลส์ ออฟ นาร์เนีย เนรมิตขึ้นจากปลายปากกาของ ซี.เอส. ลูอิส เมื่อ 50 กว่าปีก่อน และได้กลายเป็นวรรณ-กรรมคลาสสิกแห่งยุคศตวรรษที่ 20
รนิเคิลส์ ออฟ นาร์เนีย เป็น วรรณกรรมชุดที่มีทั้งหมด 7 เล่ม เล่มที่นำมาสร้างเป็นภาพ-ยนตร์มีชื่อว่า The Lion, The Witch and The Wardrobe หรือราชสีห์, แม่มด, กับตู้พิศวง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก 4 คนที่ไปพักบ้านชนบทของศาสตราจารย์ ชราในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และไปเจอตู้เสื้อผ้าที่เปิดออกมาเห็นป่าที่มีหิมะโปรยปราย พวกเขาก้าวผ่านประตูตู้เข้าไปสู่โลกวิเศษที่เรียกว่า นาร์เนีย ซึ่งกำลังตกอยู่ภายใต้คำสาปของแม่มดร้ายให้ต้องเผชิญกับฤดูหนาวไปชั่วนิรันดร์ เพื่อให้หลุดพ้นจากคำสาป เด็กๆจึงนำนาร์เนียสู่สงครามอันตระการตา โดยได้รับความช่วยเหลือจาก อัสลาน สิงโตวิเศษผู้ชาญฉลาด
นี่ก็คืออีกหนึ่งเรื่องราวของการต่อสู้ ระหว่างความดีกับความชั่ว สะท้อนให้เห็นพลังของครอบครัว ความกล้าหาญและความหวัง ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด นาร์เนียจึงอาจถูกจัดว่า เป็นนิทานคลาสสิกในยุคสมัยของเรา
จุดเด่นของเรื่องนาร์เนีย เห็นจะเป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าหล่อหรือสวยบาดใจ แต่กลับเป็น เพราะหน้าตาประหลาดบาดใจ! พวกนี้คือสิ่งมีชีวิต ที่ไม่เคยมีอยู่จริงตามธรรมชาติ ล้วนเป็นสัตว์ในเทพนิยาย ของกรีกซึ่งมีอายุอานามหลายพันปี มีประวัติน่าสนใจไม่น้อย ไทยรัฐ ซันเดย์สเปเชียล และทีมงานต่วย'ตูน หนนี้ จำขอหยิบยกมากล่าวถึงกัน
ฟอน--เป็นสัตว์ในเทพนิยายของกรีก หน้าตาเป็นมนุษย์หล่อเหลาอ่อนเยาว์ แต่พอมองท่อนล่างแล้วต้องร้องกรี๊ด เพราะมีขาและหางเหมือนแพะ (ความจริงถ้าเมื่อกี้ไม่เบลอไปเพราะความหล่อ ก็จะสังเกตเห็นหูและเคราแพะด้วย) นิสัยร่าเริง ซุกซน มีพรสวรรค์ในด้านดนตรี คอยติดตามเทพเจ้าไดโอนิซูสเทพเจ้าแห่งไวน์
เซนทัวร์--สัตว์ในเทพนิยายของกรีกอีกตัวหนึ่งที่มีร่างท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นม้า มีนิสัยป่าเถื่อน ชอบแหกกฎเป็นทาสของกิเลสตัณหาตามประสาสัตว์โลก แต่ไซรอนซึ่งเป็นราชาของเซนทัวร์ กลับโด่งดังเพราะคุณความดีและความฉลาดลํ้า
มิโนทอร์-- สัตว์ประหลาดกินมนุษย์ ครึ่งบนเป็นวัวกระทิง ครึ่งล่างเป็นคน อาศัยอยู่ในบริเวณเขาวงกตอันลี้ลับ หรือแลบบิรินส์ แห่งอาณาจักรมิโนอัน และถูกสังหารโดยธีซีอุส วีรบุรุษคนหนึ่งของกรีก
ไซคล็อป-- ยักษ์ ชนิดหนึ่งที่มีดวงตาหนึ่งดวง กลางหน้าผาก ชื่อของมันแปลว่า “ตากลม” ในภาษากรีก เจ้ายักษ์พวกนี้ต้องทุกข์ ทรมานเพราะถูกพ่อกักขังไว้ พอออกมาได้ ก็ถูกพี่จับขังอีก เทพซูสเป็นผู้ปลดปล่อย พวกยักษ์ตาเดียวออกจากที่คุมขัง เพื่อแลกกับอิสรภาพ พวกยักษ์ต้องคอยสร้าง สายฟ้าผ่าให้กับเทพซูส
กริฟฟิน-- กริฟฟินเป็นหนึ่งในสัตว์เทพ นิยายที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และโด่งดังมานานกว่า 5,000 ปี บางทีเรียกว่า กริฟฟอน มีร่างของสิงโต หัวและปีกเป็นนกอินทรี เพราะมันมีส่วนผสม ของราชาสัตว์ป่าและราชานก เราจึงอาจยกย่องว่ากริฟฟิน เป็นราชาของบรรดาสัตว์ในเทพนิยาย! ก็เหมือนสิงโต และนกอินทรีกริฟฟิน มีความสง่างาม ดุดัน น่าเกรงขาม บางครั้งถึงกับทำร้ายมนุษย์ด้วย ว่ากันว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชเคยเผชิญกองทัพกริฟฟินที่อินเดีย และเกิดประทับใจในตัวสัตว์ อันน่าเกรงขามนี้จนถึงกับวางแผนดักจับกริฟฟิน
กริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครองภัยและความเข้มแข็ง ทุกวันนี้เรายังเห็นกริฟฟินได้บนตราสัญลักษณ์ ที่สำคัญต่างๆทางทหารของยุโรป
นอกจากนี้ ตัวเอกของเรื่องคือ ราชสีห์ อัสลาน ซึ่งเป็นตัวแทนของความดี (และลึกๆแล้ว ผู้เขียนใช้เป็นตัว แทนของพระเยซู) และที่ต้องเลือกสิงโตนั้น อาจเป็นเพราะสิงโตเป็นเจ้าป่า และในไบเบิลใช้คำเรียกพระเยซูว่า “สิงโตแห่งจูดาห์”
แม่มดขาว-- ตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนาร์เนีย เธอไม่ได้มีรูปร่างอัปลักษณ์ตามแบบ ฉบับแม่มดทั่วไป แต่ดูเหมือนมนุษย์ มีผิวขาว งดงามดุจเทพธิดา โหดร้าย เอาแต่ใจ ไร้ความรู้สึก ว่ากันว่าแม่มดขาวเป็นลูกของลิลิธ ภรรยาคนแรกของอดัม เธออาศัยเวทมนตร์วิเศษจากคทา ด้วยคทานี้ สามารถเสกให้คนกลายเป็นหินได้ ที่ปราสาทของเธอ เต็มไปด้วยรูปปั้นของมนุษย์ที่ถูกสาปเป็นหิน และเธอยังสาปให้ดินแดนนาร์เนียตกอยู่ใต้ฤดูหนาวอันโหดร้ายเป็นเวลา 100 ปี แต่ไม่มีคริสต์มาส! ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งดีๆ...
ซี.เอส. ลูอิส เคยมีผลงานทางวิชาการและทางศาสนาไว้มาก ก่อนจะหันมาเขียนนิยายแฟนตาซีที่ดังสนั่นโลกเรื่องนี้ เนื้อหาในนาร์เนียจึงแฝงด้วยข้อคิดและคำสอนของศาสนาคริสต์อยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับเด็กๆ และดีสำหรับผู้ใหญ่

วินนี่ เดอะพูห์


วินนี่ เดอะพูห์

หมีพูห์ เป็นหมีตัวน้อยที่ช่างคิด มันชอบนั่งใต้ต้นไม้แล้วก็ คิด ต้นไม้ที่มันชอบนั่งชื่อ มิสเตอร์ แซนเดอร์ มันชอบคิดว่า ควรจะทำอะไรดีน๊า ในที่สุดมันก็จะคิดว่า บรรยากาศอย่างนี้น่าเป็นเวลากิน น้ำผึ้ง แล้ว พูห์ มักจะกังวลใจในเรื่อง น้ำผึ้ง ดังนั้น มันจึงกิน น้ำผึ้ง เป็นอาหารเช้า อาหารเที่ยง แล้วก็อาหารเย็น วินนี่เดอะพูห์ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของ คริสโตเฟอร์ โรบิน วินนี่เดอะพูห์ มีเพื่อนจำนวนมาก เช่น พิกเล็ต, ทิกเกอร์, และ แรบบิต เป็นต้น
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทหารจากเมืองวินนิเพก ( Winnipeg ) มานิโทบา ( Manitoba ) ของแคนาดา ซึ่งกำลังเดินทางไปยังภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อเดินทางต่อไปยังยุโรป สมทบกับกองพลทหารราบของแคนาดาที่ประจำการอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ขบวนรถไฟขนทหารแวะพักที่แม่น้ำไวท์ ( White River ) รัฐออนทาริโอ ร้อยเอก แฮรี่ โคลเบิร์น ได้ซื้อ ลูกหมี ตัวเมียสีดำในราคา 20 ดอลล่าห์ จากนายพรานซึ่งฆ่าแม่ของมันไปก่อนหน้านี้ และตั้งชื่อของมันว่า วินนิเพก ตามชื่อบ้านเกิดของเขา และเรียกชื่อมันสั้น ๆ ว่า วินนี่ (Winnie) นนี่ กลายเป็น สัตว์เลี้ยงนำโชค ของกองพลทหาร และถูกนำไปยังอังกฤษพร้อมกับร้อยเอก แฮรี่ โคลเบิร์น เมื่อกองพลได้รับคำสั่งให้ไปประจำสนามรบที่ฝรั่งเศส ผู้กอง โคลเบิร์น จึงนำ วินนี่ ไปฝากไว้กับ สวนสัตว์ ในกรุง ลอนดอน เป็นการชั่วคราว (ภายหลังได้ยกให้กับสวนสัตว์เป็นการถาวร) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1919 และเป็นที่สนใจของเด็ก ๆ ในกรุงลอนดอนเป็นอันมาก มันมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปี 1934
ลูกหมี ตัวนี้เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของเด็ก ๆ ในกรุงลอนดอน รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ โรบิน ลูกชายของ เอ.เอ.ไมล์น คริสโตเฟอร์ โรบิน มักจะมาหามันเป็นประจำ และเขาได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อ ตุ๊กตา เท็ดดี้แบร์ ของเขาว่า วินนี่ หรือ วินนี่เดอะพูห์ – Winnie the Pooh (ในตอนแรก ตุ๊กตาหมี ของ คริสโตเฟอร์ โรบิน ชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด) ส่วนชื่อ พูห์ มาจากชื่อของ หงส์ ที่อยู่ในบทกวีของ ไมล์น ที่เล่าเรื่องตอนที่เขาเป็นเด็ก เอ.เอ.ไมล์น เขียนนิทานเกี่ยวกับ วินนี่เดอะพูห์ และลูกชายของเขาที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ โรบิน และเพื่อนของเขาในป่า 100 เอเคอร์ โดยใช้ตัวละครจาก ตุ๊กตา ของลูกชาย ได้แก่ อียอร์, พิกเล็ต, ทิกเกอร์, แก็งกา และ รู ส่วน ริบบิต และ เอาล์ ก็มาจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม เช่นเดียวกับ หงส์ ที่ชื่อว่า พูห์ ที่บ้านเกิดในชนบทของเขาในฟาร์ม คอตช์ฟอร์ด ในป่า แอชดาวน์, เมืองซัสเซ็กซ์ ที่มีเนื้อที่ 100 เอเคอร์
หนังสือเรื่อง วินนี่เดอะพูห์ ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Methuen เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1926, บทกวีเรื่อง Now We are Six ตีพิมพ์ในปี 1927 และเรื่อง The House at Pooh Corner ในปี 1928 หนังสือทั้งสามเรื่องนี้ วาดภาพประกอบโดย อี.เอช. ชีพาร์ด ซึ่งทำให้หนังสือมีชีวิตชีวาและสวยงามเป็นอย่างมาก หนังสือเรื่องของ พูห์ ได้รับความนิยมทั้งจากคนวัยเด็ก หนุ่มสาว และผู้สูงอายุ และถูกแปลออกไปเป็นภาษาต่าง ๆ เกือบจะทุกภาษา ตัวเลขยอดขายเฉพาะที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Methuen สำนักพิมพ์เดียว จนถึงปี 1996 มีมากกว่า 20 ล้านเล่ม ยังไม่รวมฉบับที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Dutton ในแคนาดา และสหรัฐ หรือภาษาอื่น ๆ มากกว่า 25 ภาษาในโลก
หนังสือชุดของ พูห์ ยังเป็นชื่นชอบของลูกสาว วอลท์ ดิสนีย์ ราชาภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ วอล์ท ดิสนีย์ นำเรื่องของ พูห์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนในปี 1966. ปี 1977 ดิสนีย์นำเอาภาพยนตร์การ์ตูนขนาดยาวเรื่อง การผจญภัยหลายครั้งของวินนี่เดอะพูห์ (the Many Adventures of Winnie the Pooh) เป็นครั้งแรก. ปี 1993 บริษัท วอล์ทดิสนีย์ ยอมรับว่า หมีพูห์ เป็นเพียงตัวละครตัวเดียวที่แฟน ๆ นับล้านคนทั่วโลกหลงรัก นอกเหนือจาก มิกกี้เมาส์ ในปี 1996 หลังจากภาพยนต์การ์ตูน วินนี่เดอะพูห์ เรื่องที่สองออกมา เจ้าหมีสมองน้อย ๆ ตัวนี้ก็ได้รับการยอมรับว่ามันได้รับความนิยมมากว่าตัวละครใด ๆ ของ วอล์ทดิสนีย์ ปี 1997 สามปีหลังจากภาพยนต์เรื่อง การผจญภัยหลายครั้งของวินนี่เดอะพูห์ ออกฉาย ดิสนีย์ ก็ได้ฉายภาพยนต์การ์ตูนเรื่อง Pooh's Grand Adventure หรือ การผจญภัยครั้งใหญ่ของพูห์ ซึ่งถือว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของ วอล์ทดิสนีย์ อีกชิ้นหนึ่ง

โฉมงามกับเจ้าชายอสูร


โฉมงามกับเจ้าชายอสูร

ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 10 แอนิเมชั่นคลาสสิคตลอดกาลเรื่อง Beauty and the Beast วอลท์ ดีสนีย์ จึงนำภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง ในฉบับพิเศษบนจอยักษ์ของ ไอแม็กซ์ พร้อมเพิ่มฉากใหม่และบทเพลงประกอบ "Human Again" จากการประพันธ์ของนักแต่งเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง โฮเวิร์ด แอชแมน และ อลัน เมนเคน นอกจากนี้ ดีสนีย์ยังระดมศิลปินและช่างเทคนิคระดับแนวหน้าทีมเดิม มาปรับปรุงหนังโดยใช้ในระบบดิจิตอลทีละเฟรม เพื่อให้สมกับการฉายในรูปแบบจอยักษ์
เรื่องราวใน Beauty and the Beast เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เบลล์ เป็นหญิงสาวงดงามชาญฉลาดผู้เลือกการอ่านหนังสือเป็นหนทางหนีจากวิถีชีวิตอันแสนธรรมดาสามัญของตน และจากชายรูปงามแต่ป่าเถื่อนนาม แกสต็อง ที่เพียรตื๊อเธอไม่เลิกราวันหนึ่งพ่อผู้เป็นนักประดิษฐ์ของเธอ พลัดหลงเข้าไปในปราสาทของอสูรและถูกจับขังไว้เบลล์จึงเดินทางไปช่วยพ่อ โดยสัญญาแลกเปลี่ยนให้ตัวเธอถูกคุมขังแทน ในไม่ช้า ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าเครื่องใช้ต้องมนตร์ในปราสาทอย่าง กาน้ำชา, เชิงเทียน, นาฬิกาเหนือเตาผิง และเพื่อน ๆ เบลล์จึงเริ่มค้นพบหัวใจและวิญญาณของเจ้าชายมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมของอสูร โดยในช่วงเวลาเดียวกันแกสต็องผู้โกรธเกรี้ยวที่ถูกปฏิเสธและถูกครอบงำด้วยความริษยา ก็เปิดเผยหัวใจดำมืดไม่ผิดจากอสูรของตนออกมาด้วยการนำทีมชาวบ้านออกเดินทางไปยังปราสาท ซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญ
จัด